แนวทางการวางแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์หรือสภาวะวิกฤติของเรา

บริษัท ฟอร์บ คาลามิตี้ พรีเวนชั่น (Forbes Calamity Prevention) เป็นผู้ชำนาญ การให้บริการศึกษาผลกระทบและวางแผนฉุกเฉินในสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Planning)

นี่คือวิธีของเราในการช่วยคุณในการกำหนดแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์หรือสภาวะวิกฤติ

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ ต่อธุรกิจ (Business Impact Analysis, or BIA) ในขั้นตอนนี้เราจะช่วยคุณประเมินผลกระทบในเชิงธุรกิจที่มีต่อ รายได้ พนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชื่อเสียงของบริษัท ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทของคุณจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยเราจะเก็บข้อมูลในส่วนนี้จากการประชุมกับผู้บริหาร การสัมภาษณ์พนักงาน และการส่งแบบสอบถามให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการส่งแบบสอบถามอาจใช้เอกสารสิ่งพิมพ์หรือ อีเมล ก็ได้

ในการทำการวิเคราะห์ผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ ต่อธุรกิจ (BIA) สิ่งที่สำคัญคือการตั้งระยะเวลาเป้าหมายในการฟื้นฟู กระบวนการทางธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ ( Recovery Time Objectives หรือ RTO) และ กำหนดทรัพยากรขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจให้ต่อเนื่องไปได้ ( Minimum Operating Requirements หรือ MOR)

โดยข้อมูลนี้จะนำไปประกอบการตัดสินใจว่าควรใช้กลยุทธ์ใดในการฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจ สำหรับกลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจรวมถึงการย้ายสถานที่ทำงาน การชลองานบางส่วนไปก่อน หรือการถ่ายโอนกิจกรรมทางธุรกิจบางอย่างไปยังสำนักงานสาขาหรือบริษัทย่อยอื่นๆ

ด้วยวิธีการหยุดยั้งหายนะทางธุรกิจอันเป็นแบบฉบับของเรา (No Calamities!) เราจะช่วยผู้บริหารของบริษัทคุณประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ และกำหนดสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจต่อ โดยใช้ระยะเวลาเท่ากับการประชุมเพียงครึ่งวันเท่านั้น

นอกจากนั้นบางบริษัทอาจต้องทำขั้นตอนการวิเคราะห์ภาวะคุกคาม (threats) และความเสี่ยง (risk) ที่อาจทำความเสียหายต่อธุรกิจ ซึ่งขั้นตอนนี้เรียกว่า การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis, RA) เราจะมองภาวะคุกคามหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ ภาวะคุกคามหรือความเสี่ยงจากเหตุการณ์ธรรมชาติ เหตุการณ์ทางเทคนิค และเหตุการณ์ที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ตัวอย่างของภาวะคุกคามหรือความเสี่ยง เช่น ระบบไฟฟ้าขัดข้อง ระบบป้องกันไฟไหม้ขัดข้อง, ไวรัสคอมพิวเตอร์, หรือการสูญเสียธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่ ถ้าบริษัทคุณเคยวิเคราะห์ภาวะคุกคามหรือความเสี่ยงแบบนี้ไว้ก่อนแล้ว คุณอาจข้ามขั้นตอนนี้ไปก็ได

คำนิยามของคำว่า ความหายนะ
คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันและร้ายแรงที่ท ให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงักทั้งนี้โดย ไม่ได้มีคาดหมาย ไว้ล่วงหน้า หรือไม่สามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า

การวิเคราะห์ความเสี่ยงคือการคาดคะเนว่าการเกิดภาวะคุกคามมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าเกิดแล้วจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร มากแค่ไหน ทั้งนี้เพราะเหตุร้ายบางอย่างไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่เมื่อเกิดแล้วมีผลกระทบมาก และเหตุร้ายบางอย่างแม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าแต่เมื่อเกิดแล้วมีผลกระทบน้อยกว่า ประสบการณ์ของเราในฐานะผู้วางแผนธุรกิจมืออาชีพนั้นมีค่ามากในขั้นตอนนี้เพราะเราสามารถช่วยคุณตัดสินใจว่าแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในภาวะวิกฤติหรือในขณะประสบภัยพิบัติ หรือ BCP ของบริษัทคุณควรครอบคลุมขอบเขตมากหรือน้อยแค่ไหน และควรรองรับกับเหตุร้ายหรือภัยพิบัติประเภทใดบ้าง


พอเรารู้ความเสี่ยงและผลกระทบต่างๆเราจะแนะนำกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องภายใต้ภาวะวิกฤติที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจคุณและสอดคล้องกับระยะเวลาเป้าหมายในการฟื้นฟูกระบวนการทางธุรกิจ(RTO) ที่คุณตั้งไว้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA) และแผนที่เราแนะนำต้องคุ้มค่าในเรื่องของผลที่ได้รับกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย บ่อยครั้งเราจะแนะนำการตั้งสถานที่สำรองในการดำเนินธุรกิจยามฉุกเฉินให้ห่างจากบริษัทอย่างน้อย 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะในกรณีของการมีระบบสำรองด้านสารสนเทศต่างๆ(IT) การหยุดดำเนินธุรกิจบางส่วนไว้ก่อนก็เป็นอีกกลยุทธ์หนี่งซึ่งเหมาะกับบริษัทบางแห่ง อย่างไรก็ตามการให้บริการลูกค้าและการสร้างรายได้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัททุกแห่ง

หลังจากที่เลือกกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมแล้วเราจะเขียนแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องภายใต้สภาวะวิกฤติหรือ BCP โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของบริษัทเป็นหลัก ในการเขียน BCP เราสามารถเขียนแผนดังกล่าวบนซอฟ์ทแวร์หรือระบบปฏิบัติงานแบบใดก็ได้ หรือแม้แต่ช่วยบริษัทในการเผยแพร่แผนดังกล่าวในเครือข่ายอินทราเน็ตของบริษัท ซึ่งเราจะทำการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบให้กับบริษัทด้วย

ที่สำคัญ BCP ไม่ได้ครอบคลุมแค่ระบบคอมพิวเตอร์สารสนเทศของบริษัทเท่านั้น ถ้า BCP ครอบคลุมเฉพาะระบบสารสนเทศของบริษัทจะเรียกว่า DRP (Disaster Recovery Plan) แต่ BCP ที่ สมบูรณ์แบบจะครอบคลุมถึงทรัพยากรมนุษย์ ระบบสื่อสาร กิจกรรมทางธุรกิจ และเอกสารรวมทั้งข้อมูลทางธุรกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ BCP ครอบคลุมองค์การทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องของสารสนเทศ (IT) อย่างเดียว

คำถามที่สำคัญในการเตรียมแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง หรือ BCP ตัวอย่างเช่น

  • อะไรที่อาจเป็นวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจ
  • ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินหรือสาธารณูปโภคที่ใช้ในการดำเนินงานและระบบงานต่างๆ หากเกิดวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติ
  • อะไรที่อาจเป็นวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากในการดำเนินธุรกิจ และมีวิธีการลดความเสี่ยงอย่างไรบ้าง
  • ถ้าเกิดความเสียหายทางธุรกิจขึ้น จะมีผลกระทบต่อธุรกิจของคุณอย่างไร
  • ควรเลือกกลยุทธ์การทำธุรกิจต่อเนื่องแบบไหนให้ทันระยะเวลาเป้าหมายในการฟื้นฟู ธุรกิจ (RTO) ที่คุณตั้งไว้ เช่นถ้าคุณตั้งเป้าหมายว่าอยากให้ลูกค้าติดต่อมาทางโทรศัพท์ได้ภายในเวลาหนึ่งวันหลังเกิดเหตุร้ายแล้วกลยุทธ์การ ฟื้นฟูระบบโทรศัพท์ที่คุณเลือกจะทำให้เป็นไปได้หรือไม่
  • BCP ของบริษัทมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือยัง
  • พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงแผน BCP ของบริษัทได้หรือไม่ เขา สามารถเรียกแผนนั้นขึ้นมาดูในอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่
  • บริษัทได้มีการฝึกซ้อม BCP บ้างหรือเปล่าภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา

เพื่ออ่านรายละเอียดของกระบวนวิธีการทำงานของเราเพิ่มเติมโปรดดาวน์โหลดไฟล์ PDF “Sample Approach” ซึ่งเป็นเอกสารภาษาอังกฤษจำนวน 6 หน้า หรือเพื่ออ่านตัวอย่างของเอกสารและขั้นตอนในการทำงานของเราโปรดคลิ๊ก ที่ Our Work

บริษัท ฟอร์บ คาลามิตี้ พรีเวนชั่น รับรองว่างานของเราเป็นไปตามมาตรฐาน Professional Practice ของสถาบัน Disaster Recovery Institute International, DRII

คลิ๊กที่นี่เพื่อขอจดหมายข่าวรายเดือน


สอบถามเพิ่มเติม โทรฯ (65) 6324-3091 โทรสาร (65) 6324-3093 Email: info@calamity.com.sg
: nathaniel_forbes | AOL IM: KingmanReef
©
Copyright 1996 – 2007 Forbes Calamity Prevention Pte Ltd
Powered by Littlebulb Ideas

Find out more about how we approach Business Continuity Sign up for our new course 'ICS for Executives' to be held on 16th December 2003!